One Belt, One Road การฟื้นเส้นทางสายไหม ทางบกและมหาสมุทรขึ้นมาอีกครั้ง

One Belt, One Road

ข่าวสำคัญในช่วงวันที่ 14-15 พ.ค. ที่ผ่านมา คือ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ดำเนินการเป็นเจ้าภาพจัด Belt and Road Forum ที่ปักกิ่ง
ม.ล.อัจฉราพร สุขสวัสดิ์​
ม.ล.อัจฉราพร สุขสวัสดิ์​

เผยแพร่: 19 พ.ค. 2560

แชร์บทความนี้
ม.ล.อัจฉราพร สุขสวัสดิ์​
ม.ล.อัจฉราพร สุขสวัสดิ์​

เผยแพร่: 19 พ.ค. 2560

แชร์บทความนี้

งานนี้ใช้ชื่อว่า Belt and Road Forum แต่ชื่อเดิมที่จีนคิด และปล่อยกันออกมา สร้างกระแสเรียกความสนใจก่อนนั้นใช้ชื่อว่า One belt, One road

ซึ่งบอกว่า เป็นการฟื้นเส้นทางสายไหมที่เป็นเส้นทางการค้าเดิม ทั้งทางบกและทางมหาสมุทรขึ้นมาอีกครั้ง ในเนื้อหาที่เป็นจริงนั้น จีนต้องการให้เกิดการร่วมมือทางการค้าที่กินพื้นที่ไปทั่วโลก ทั้งการพัฒนาเส้นทางการค้าให้เชื่อมต่อกัน และข้อตกลงทางการค้าระหว่างกัน จีนก็เข้าไปร่วมมือทางการเงินในโครงการขั้นต้น ผ่านธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) จัดหาเงินกู้กว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์แก่ 9 โครงการในกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมโครงการริเริ่ม ซึ่งจีนเรียกว่า… กองทุนเส้นทางสายไหม (Silk Road Fund)
จีนได้ทำงานนี้ล่วงหน้ามาไม่ต่ำกว่า 4 ปี งานหลายส่วนในหลายพื้นที่ในโลก เดินหน้าไปมากแล้ว เช่น การขยายเส้นทางสายไหม ทั้งในปากีสถานและในจีนเพิ่มหลายจุด การสร้างเส้นทางในลาว วางระบบรางลงมาแหลมอินโดจีนยาว 867 กม. ฯลฯ หลังการประชุมครั้งนี้สิ้นสุดลงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวปิดงานว่าได้รับความสำเร็จอย่างดีและเจอกันใหม่ในการประชุมครั้งต่อไปในอีก 2 ปี ข้างหน้า
แรกทีเดียวสำนักข่าวใหญ่ยุโรปแห่งหนึ่ง เขียนสำทับงานนี้อย่างดูแคลนตั้งแต่ยังไม่เริ่มว่า … “ฤาเส้นทางสายไหม จะเป็นเพียงนิทานก่อนนอนเรื่องหนึ่งของจีน … เขาจะก้าวขึ้นเวทีในฐานะหัวหน้านักเล่านิทาน ในเวทีข้อริเริ่มเส้นทางสายไหมฯ นับเป็นจังหวะที่ดีของจีน เพราะสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป หรือ อียู ต่างก็ไม่มีเรื่องเล่าระดับโลกมาเล่าแข่ง” ฟังแล้วจุกในอกหายใจไม่เข้าค่ะ… เหมือนกับว่า… ตอนนี้ อเมริกา กับ อียู เงียบ ๆ ตัวเองมาทำข่าวก็คิดเสียว่า มานั่งฟัง สี จิ้นผิง ขายฝัน ดีกว่าอยู่เปล่า ๆ ประมาณนั้น…
เราต้องถามตัวเองค่ะว่า จีนคิดอะไรในใจจึงไปปลุกเอาคำว่า “เส้นทางสายไหม” ให้คืนชีพมาอีกครั้ง ก็เพราะเส้นทางสายไหมในความเป็นจริงนั้น ครึ่งหนึ่งอยู่ในจีน จีนได้ประโยชน์จากงานนี้เต็ม ๆ แต่หากปรุงแต่งให้เป็นเส้นทางนานาชาติสมบูรณ์ได้ตลอดเส้นทาง เป็นแถบเส้นทางที่หลายประเทศจะได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างมหาศาล สินค้าจีนจะผ่านออกไปในเส้นทางสายนี้ได้เพิ่มมากขึ้น จีนก็จะฟูเฟื่องเรืองรุ่งหนักขึ้นไปอีก
แถบเส้นทางสายไหมนั้น หากวิ่งจากยุโรปมาเอเชียก็จะเริ่มจากประเทศ ตุรกี จากนั้นก็ผ่าน อิหร่าน หรือเปอร์เซียเดิม แล้วก็ไปผ่าน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน ผ่านช่องเขาในเทือกเขา Hindu Kush / Himalaya และ Karakoram แล้วไปยังเมือง Kaskar ที่ริมทะเลทราย Takla Makan ในมณฑลซินเกียงในจีน จากนั้นก็แยกไปทั่วจีน เส้นทางสายไหมเป็น One Belt แต่ในความจริงนั้นไม่ใช่ One Road หรอกค่ะ ความหมาย One Road ที่จีนใช้เรียกในที่นี้อาจแทนค่าแนวเส้นทางหลัก
เส้นทางสายไหมในความเป็นจริงเป็น Many Roads เป็นถนนเครือข่ายที่แยกออกไปเป็นจำนวนมากหลายสิบสาย ซึ่งจีนพยายามจะชี้ให้เห็นว่า เส้นทางสายไหมมากมาย โดยเฉพาะที่อยู่ในเอเชียกลางก่อนจะเข้ามาในจีน หากปรับให้เป็นเส้นทางในระบบโลจิสติกส์ทางการค้าที่สมบูรณ์แล้ว หลายประเทศจะได้รับประโยชน์โดยตรง ซึ่งก็นับตั้งแต่พื้นที่ชายขอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จากประเทศตุรกีเป็นต้นมา ซึ่งก็หมายถึง อิหร่าน คีร์กีซสถาน เติร์กเมนิสถาน คาซัคสถาน อาเซอร์ไบจาน อุซเบกิสถาน ทาจิกิสถาน ฯลฯ
ใน Belt and Road Forum จีนให้ความสำคัญกับ 2 ประเทศอย่างมาก โดยผู้ที่ร่วมกล่าวเปิดงาน คือประธานาธิบดีแอร์โดอัน ของตุรกี และประธานาธิบดีปูติน ของรัสเซีย เพราะตุรกีมีความสำคัญตรงที่เป็นจุดเริ่มหรือสิ้นสุดเส้นทางสายไหมชายขอบยุโรป ถ้าไม่มีตุรกี การเชื่อมระหว่างเส้นทางสายไหมของจีนก็จะส่งสินค้าเข้าไปในยุโรปไม่ได้
ประธานาธิบดีแอร์โดอันของตุรกี จึงได้กลายเป็นคนหนึ่งที่มีภาพข่าวเผยแพร่อย่างมีนัยสำคัญ ในการประชุมครั้งนี้ ส่วนอีกคนนั้นที่จีนให้ความสำคัญมากในการประชุมครั้งนี้คือ ประธานาธิปดีปูตินของรัสเซีย ก็เพราะแถบเส้นทางสายไหม เป็นเส้นทางที่เชื่อมไปในพื้นที่ไซบีเรียของรัสเซีย รวมทั้งมงโกเลียซึ่งรัสเซียเคยมีบทบาททางการเมือง อีกทั้งจีนกับรัสเซียยังเป็นมิตรที่แนบแน่น และเห็นดีงามกับโครงการนี้
ความจริงแล้ว จีนได้ลงทุนในเส้นทางสายไหมมาเงียบ ๆ นานมากแล้ว คือตั้งแต่ ค.ศ. 1966 ไม่ได้เพิ่งมาทำเมื่อ 4 ปี จีนได้สร้างถนนในแนวเส้นทางสายไหมเดิม ที่ใช้กันตั้งแต่สมัยมาร์โคโพโล เพื่อใช้งาน และเพื่อเข้าไปจัดการเรื่องความมั่นคงใน ซินเกียง และจีนยังเลยออกไปร่วมมือกับปากีสถานสร้างถนนต่อไปผ่านปากีสถาน เพื่อไปเชื่อมกับอัฟกานิสถานที่ Khyber Pass เป็นถนนมิตรภาพ เรียกว่า Karakoram Highway (KKH)
ปัจจุบัน ปากีสถาน และจีนใช้เส้นทาง KKH ไปออกอัฟกานิสถานและ ไปขายย่านนั้น และเมื่อจีนต้องการใช้เส้นทางสายไหมให้ได้ประโยชน์กว่านี้ Belt and Road Forum จึงเกิดขึ้น ขณะที่นักข่าวตะวันตก ยังมองจีนอย่างขำ ๆ หรือดูแคลน แต่สำหรับ สี จิ้นผิง นั้น ได้โหมโรงด้วยบทที่ 1 ของ One belt, One road อย่างลุ่มลึก รอดูค่ะว่าจีนจะทำอะไรต่อ ลงทุนลงแรงไปแยะแล้ว รับรองว่า สี จิ้นผิง ไม่ทำอะไรเล่น ๆ แน่ ใครขำก็ขำไป….